Categories
ข่าว

ก็องเต้คีย์แมน วาร์ดี้-อิเฮียนาโช่หวังเกมรับ! ประเด็นชิงฯเอฟเอคัพ

ศึกเอฟเอ คัพ ประจำฤดูกาลนี้จะได้รู้กันแล้วว่าทีมไหนจะผงาดคว้าแชมป์ไปครอบระหว่าง เชลซี กับ เลสเตอร์ ซิตี้

โดยการฟาดแข้งแมตช์นี้จะเป็นการวัดกึ๋นของสองกุนซือคลั่งเกมบุกอย่าง โธมัส ทูเคิ่ล และ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส
ทูเคิ่ล เข้ามาคุม “สิงห์บลูส์” พร้อมปรับเปลี่ยนทีมจากที่กำลังจะล่องจุ้นไม่ได้ลุ้นอะไรเลยจนก้าวเข้ามาเล่นเกมนัดชิงถ้วยเก่าแก่ที่สุดในโลก และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แถมยังลุ้นติดท็อปโฟร์ด้วย

1. ลุ้นแชมป์เอฟเอ คัพ สมัยแรกของ เลสเตอร์ ซิตี้
เลสเตอร์ ซิตี้ ถือเป็นสโมสรที่ได้รับการยกย่องอยากมากในเรื่องพัฒนาการของทีม นับตั้งแต่ที่ผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อฤดูกาล 2015/16 แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขายังขาดหายไปนั่นก็คือโทรฟี่ เอฟเอ คัพ ซึ่งนี่จะเป็นโอกาสทองที่ “จิ้งจอกสยาม” จะนำถ้วยใบนี้ไปประดับที่ตู้โชว์ในสนามคิงเพาเวอร์ สเตเดี้ยม

2. ทูเคิ่ล บุรุษผู้เปลี่ยนแปลงเชลซี
ไม่มีใครสงสัยหรือตั้งคำถามเรื่อความสามารถขอ โธมัส ทูเคิ่ล อีกต่อไปแล้ว เพราะนับตั้งแต่ที่เขาเข้ามากุมบังเหียน เชลซี แทนที่ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา “สิงโตน้ำเงินคราม” กลับมามีเขี้ยวเล็บที่สุดแหลมคม และอันตรายในทุกตำแหน่ง

ผลงานที่สามารถนำ เชลซี เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศทั้ง เอฟเอ คัพ และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับระยะเวลาในการกุมบังเหียนเกือบ 4 เดือน คงทำให้หลายคนไม่กล้าที่จะประหม่าฝีมือของ ทูเคิ่ล ได้เลยจริงๆ
นายใหญ่ชาวเยอรมัน มาพร้อมกับปรัชญาในการคุมทีมด้วยระบบ 3-4-3 แถมยังเป็นคนที่สามารถรวมพลังนักเตะ “สิงห์บลูส์” ให้กลับมามีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอีกครั้ง ซึ่งต้องบอกเลยว่านี่คือจุดสำคัญที่ทำให้ เชลซี ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น

3. ก็องเต้ ห้องเครื่องสำคัญเชลซี
เลสเตอร์ และ เชลซี ต่างรู้กันดีว่า เอ็นโกโล่ ก็องเต้ เป็นนักเตะที่เต็มเปี่ยมไปด้วยศักยภาพ และคุณภาพมากแค่ไหน เพราะนักเตะคนนี้คือแข้งที่ปิดทองหลังพระในการนำทั้ง 2 สโมสรคว้าแชมป์ลีกมาแล้ว
ในแมตช์ที่ เชลซี พ่ายให้กับ อาร์เซน่อล เกมลีกเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ก็องเต้ พลาดลงสนามเนื่องจากมีอาการบาดเจ็บที่เอ็นร้อยหวาย ซึ่งสิ่งนี้ทำให้สาวก “สิงห์บลูส์” ต่างภาวนาว่าขอให้ ดาวเตะเลือดเฟร้นช์ หายทันในเกมนัดสำคัญวันเสาร์นี้ และตอนนี้ถือเป็นข่าวดีมากๆ เพราะเจ้าตัวกลับมาฟิตสมบูรณ์แล้ว

ก็องเต้ ถือเป็นคีย์แมนสำคัญของทีมในการนำสโมสรโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา จนทำให้เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นเจ้าพ่อภาคพื้นพิภพ เพราะสถิติของนักเตะแสดงให้เห็นว่าเขาสามารถวิ่งไปได้ทั่วสนามแบบไม่มีอาการเหนื่อยล้าให้เห็น และมีส่วนกับการสร้างโอกาสให้กับทีมมากมาย

4. วาร์ดี้-อิเฮียนาโช่ คีย์แมนที่จะทำลายกำแพงหิน “สิงห์บลูส์”
อีกหนึ่งจุดที่ ร็อดเจอร์ส จำเป็นต้องทำถ้าหากเขาอยากเป็นกุนซือคนแรกในหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสรที่นำแชมป์ เอฟเอ คัพ มาประดับตู้โชว์ นั่นก็คือการที่จะต้องหาวิธีจัดการกับเกมรับที่สุดเหนียวแน่นของ เชลซี ให้ได้

SAGame777

เชลซี ภายใต้การบริหารงานดีมีคุณภาพของ ทูเคิ่ล สามารถเก็บคลีนชีต (ไม่เสียประตู) ได้ถึง 19 แมตช์จาก 26 เกม ที่สำคัญในเกม เอฟเอ คัพ เขายังไม่เสียประตูให้กับทีมใดเลย ซึ่งสิ่งนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าแผงหลังของ “สิงห์บลูส์” อยากจะเจาะเข้าไปทำประตูได้จริง
อย่างไรก็ตาม “เดอะ ฟ็อกซ์” ในยุค “บีร็อด” ถือว่าไม่ธรรมดาเช่นกัน

โดยเฉพาะเกมรุกที่มีความหวือหวาและอันตรายมากๆ แม้ เจมี่ วาร์ดี้ อาจจะฟอร์มฝืดไปบ้างในช่วงหลังโดยยิงได้แค่ 2 ประตูจาก 24 เกม สวนทางผลงานก่อนช่วงครึ่งซีซั่นแรกที่ซัดไป 13 ประตูก่อนคริสต์มาส แต่ด้วยประสบการณ์และความรวดเร็วของเขายังถือว่าเป็นหัวหอกที่อันตรายรวมทั้งสร้างความปั่นป่วนให้แนวรับ เชลซี ได้

5. แฟนบอลเข้าชมเกมมากที่สุดหลังโควิดระบาด
หนึ่งในเรื่องที่น่าดีใจที่สุดสำหรับนัดชิง เอฟเอ คัพ ฤดูกาลนี้ก็คือการได้เห็นแฟนบอลกลับเข้าชมเกมที่สนามเวมบลีย์ในจำนวนมากที่สุดนับตั้งแต่ที่รัฐบาลเมืองผู้ดีประกาศคลายล็อกดาวน์ เพราะเราจะได้เห็นคอลูกหนังเข้าไปเชียร์ทีมรักมากถึง 21,000 คนเลยทีเดียว

ก่อนหน้านี้รัฐบาลอังกฤษ อนุญาตให้มีแฟนบอลเข้าไปในสนามได้เพียงแค่ 8,000 คนในเกมนัดชิงชนะเลิศ ศึกคาราบาว คัพ ที่สนามเวมบลีย์ ในแมตช์ที่ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชนะ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

=============================

กีฬาอัพเดท madonnadellaneveonline.com

เว็บพนันออนไลน์ SA777 ที่ทุกคนตามหา

=============================